วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารประกอบของคาร์บอน

สารประกอบของคาร์บอน

สารประกอบของคาร์บอนเป็นสารเคมีที่น่าสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่ง เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวจะเกี่ยวข้องกับสารประกอบของคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ เช่น อาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน เครื่องนุ่งห่มพวกใยสังเคราะห์ และใยธรรมชาติ ยารักษาโรค เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ทำจากพลาสติก ผงซักฟอก น้ำมัน น้ำหอม และกระดาษ  เป็นต้น
นอกจากนี้สารประกอบของคาร์บอนยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิต โดยเป็นส่วนประกอบของเซลล์ในสิ่งมีชีวิต  กล่าวได้ว่าสารประกอบของคาร์บอนส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งมีชีวิต กระบวนการเปลี่ยนต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารประกอบของคาร์บอน เช่นเดียวกัน การเรียนรู้เกี่ยวกับสารประกอบของคาร์บอนจึงเป็นสิ่งจำเป็น


ธาตุคาร์บอน
          เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับสารประกอบของคาร์บอน จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับธาตุคาร์บอนก่อนดังนี้
          คาร์บอนเป็นธาตุที่มีอยู่ในโลกค่อนข้างมากทั้งในรูปของธาตุอิสระและสารประกอบ ในตรารงธาตุจัดไว้เป็นธาตุหมู่ที่ IV  คาบที่ 2 มีเลขอะตอม  6  โดยมีการจัดเรียงอิเล็กตรอนเป็น  1s2  2s2  2p2 หรือ 2 , 4 มีไอโซโทปที่สำคัญ  3  ชนิดคือ  12C ,   13C,  และ  14C  โดยมีมวลอะตอมเฉลี่ยเป็น  12.011
          สมบัติทั่ว ๆ ไปของคาร์บอนได้แก่
·     มีจุดหลอมเหลว 3730 0C และจุดเดือด 4830 0C (ในเพชร)
·     เป็นของแข็ง มีความหนาแน่น 3.51 g/cm3  ในเพชร และ 2.26 g/cm3 ในแกรไฟต์
·     มีรัศมีอะตอม 0.077 nm
·     มีพลังงานไอออไนเซชันลำดับที่หนึ่ง (IE1) 1086 kJ/Mol
·     มีอิเล็กโตรเนกาติวิตี 2.5
          คาร์บอนที่อยู่ในภาวะอิสระตามธรมชาติมี  2  รูป  คือ แกรไฟต์และเพชร
















รูปแสดง โครงสร้างของแกรไฟต์และเพชร
          คาร์บอนที่อยู่ในรูปของสารประกอบมีทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์  เช่น น้ำมัน พลาสติก  กระดาษ และหินปูน เป็นต้น

สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์
          โดยทั่ว ๆ ไปอาจจะแบ่งสารประกอบต่างๆ ได้เป็น  2 ประเภท คือสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์
          สารอินทรีย์  หมายถึง สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีธาตุอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบร่วม เช่น ธาตุ H , O, N, P, S, Cl, และ Br  เป็นต้น ดังนั้นสารอินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุ C  อยู่ด้วยเสมอ จึงกล่าวได้ว่าสารอินทรีย์ คือสารประกอบของคาร์บอน (ยกเว้นสารประกอบของคาร์บอนบางชนิดซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป)
          เดิมนักเคมีเชื่อว่าสารอินทรีย์จะต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น อาจจะเกิดอยู่ในธรรมชาติหรือสังเคราะห์จากสารอินทรีย์ด้วยกัน แต่จะสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ไม่ได้ จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. 1776  Carl Wilhelm Scheele นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนจึงสามารถวิเคราะห์สารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ได้โดยการเตรียมกรดออกซาลิกจากปฏิกิริยาระหว่างกรดไนตริกเข้มข้นกับน้ำตาลอ้อย แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนัก

                   น้ำตาลอ้อย  + กรดไนตริก(เข้มข้น) ® กรดออกซาลิก
                                        สารอนินทรีย์                สารอินทรีย์
          ต่อมาในปี ค.ศ. 1828 ฟรีดริช เวอเลอร์ (Fridrich Wohler) นักเคมีชาวเยอรมันจึงสามารถเตรียมยูเรียซึ่งเป็นสารอินทรีย์ จากการเผาแอมโมเนียมไซยาเนต ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ได้ดังนี้


                   NH4CNO    NH2 - CO - NH2
                   แอมโมเนียมไซยาเนต                  ยูเรีย

          ยูเรีย เป็นสารอินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่พบในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ส่วนแอมโมเนียมไซยาเนตเป็นสารอนินทรีย์ที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ
          จากการที่เวอร์เลอร์ สามารถเตรียมยูเรียจากสารอนินทรีย์ได้ ทำให้เริ่มยอมรับกันว่าสารอินทรีย์สามารถสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ได้ ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการสังเคราะห์สารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ในห้องปฏิบัติการได้เป็นจำนวนมาก นักเคมีจึงเชื่อว่าสารอินทรีย์นอกจากจะมีอยู่ในธรรมชาติ  และในสิ่งมีชีวิตแล้ว ยังสามารถสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ซึ่งได้จากสิ่งไม่มีชีวิตด้วย สารอินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบและถึงแม้ว่าสารอินทรีย์ไม่จำเป็นที่จะต้องได้จากสิ่งมีชีวิตแต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงได้จากสิ่งมีชีวิต ปัจจุบันได้ค้นพบสารอินทรีย์แล้วมากกว่า  2 ล้านชนิด และในแต่ละวันยังมีการค้นพบสารใหม่อีกอย่างสม่ำเสมอ

          สารอนินทรีย์  หมายถึง สารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ จำนวนมากเช่น S, O, Cl, Na, Mg, Al และ C  เป็นต้น เช่น  H2SO4 , NaCl , K2SO4.Al2(SO4)3.24H2O   เป็นต้น





ตารางแสดง ข้อแตกต่างระหว่างสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์

สมบัติ
สารอินทรีย์
สารอนินทรีย์
1.ธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
ส่วนใหญ่เป็นธาตุ C และ H  ธาตุอื่น ๆ เช่น O, N, S, P, Cl, Brและ I  มีเป็นส่วนน้อย
มีธาตุทุกชนิด
2. ชนิดของพันธะเคมี
พันธะโคเวเลนต์
มีทั้งพันธะโคเวเลนต์และพันธะไอออนิก (ส่วนมากเป็นพันธะไอออนิก)
3. การละลายน้ำ
ส่วนมากไม่ละลายน้ำ ยกเว้นพวกโมเลกุลมีขั้วขนาดเล็ก ๆ เช่น แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์
ส่วนมากละลายน้ำได้ดี
4. การนำไฟฟ้าของสารละลาย (ในน้ำ)
ไม่นำไฟฟ้าหรือนำไฟฟ้าได้น้อยมาก
ส่วนใหญ่พวกที่ละลายน้ำจะนำไฟฟ้าไดดีโดยเฉพาะ สารไอออนิก
5. การละลายในตัวทำละลายอินทรีย์
ส่วนมากละลายได้ดี
ส่วนมากไม่ละลาย
6. จุดหลอมเหลว - จุดเดือด
ส่วนมากค่อนข้างต่ำ
ส่วนมากค่อนข้างสูง
7. การเผาไหม้
ติดไฟง่าย อาจจะมีเขม่า
ติดไฟยาก ต้องใช้ความร้อนสูงมาก และ เมื่อติดไฟแล้วจะมีกากของแข็งเหลืออยู่
8. อัตราการเกิดปฏิกิริยา
เกิดค่อนข้างช้า
เกิดเร็ว
9. ตัวเร่งปฏิกิริยา
ส่วนมากต้องใช้
ส่วนมากไม่ต้องใช้

สารประกอบของคาร์บอน
          หมายถึง สารที่มีธาตุคาร์บอน (C) เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยซึ่งอาจจะเป็นสารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์ก็ได้
          ตัวอย่างที่เป็นสารอินทรีย์ เช่น พวกไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์  เป็นต้น
          ตัวอย่างที่เป็นสารอนินทรีย์  เช่น
¨  สารประกอบออกไซด์  CO2 , CO
¨  สารประกอบคาร์บอนเนตและไฮโดรเจนคาร์บอเนต เช่น  CaCO3 ในหินปูน หินปะการัง หินอ่อน NaHCO3  (โซดาแอช)  เป็นต้น
¨  สารประกอบซัลไฟด์  เช่น  CS2
¨  สารประกอบไซยาไนด์ และไซยาเนต  เช่น NaCN  NH4CNO
¨  กรดคาร์บอนิก (H2CO3)  เป็นต้น

การเกิดสารประกอบของธาตุคาร์บอน
          เมื่อพิจารณาตำแหน่งของคาร์บอนในตารางธาตุ จะพบว่าเป็นธาตุในหมู่ 4A  ดังนั้นจึงมีเวเลนต์อิเล็กตรอนเท่ากับ 4
          จากความรู้ในเรื่องพันธะเคมีและค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีของคาร์บอนซึ่งค่อนข้างต่ำ ทำให้ทราบว่าคาร์บอนสามารถเกิดเป็นสารประกอบโคเวเลนต์ได้ โดยที่ธาตุคาร์บอนแต่ละอะตอมจะใช้อิเล็กตรอนร่วมกับอะตอมของธาตุอื่น ๆ อีก  4 อิเล็กตรอนเพื่อให้มีการจัดเรียงอิเล็กตรอนครบออกเตต ในทำนองเดียวกับโครงสร้างของธาตุเฉื่อย เช่น ถ้าใช้เวเลนต์อิเล็กตรอนร่วมกับไฮโดรเจน 4 อะตอมจะได้สารประกอบที่เรียกว่ามีเทน ดังนี้
          นอกจากธาตุคาร์บอนจะเกิดพันธะกับธาตุอื่น ๆ แล้วยังสามารถเกิดพันธะกับธาตุคาร์บอนด้วยกันเองได้อีกด้วย   เช่น
                   
          จำนวนคาร์บอนอะตอมที่จะมาต่อกันเองนั้นอาจจะน้อยเช่น  2  อะตอมในอีเทน หรืออาจจะมากกว่าก็ได้ และอาจจะต่อกันเป็นสายยาวหรือเป็นสายยาวมีสาขา หรือ เป็นวงแบบต่าง ๆ ก็ได้ การจัดเรียงตัวของคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ จะทำให้เกิดโมเลกุลที่มีสมบัติเฉพาะตัวต่าง ๆ กันและถ้ามีธาตุอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบด้วย เช่น   O , Cl , S  และ  N  เป็นต้น ก็จะยิ่งทำให้ได้โมเลกุลที่มีสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้พันธะระหว่างคาร์บอนอาจจะเป็นพันธะเดี่ยว คู่ หรือ พันธะสามก็ได้ ทำให้สารประกอบของคาร์บอนมีจำนวนมากมายดังที่กล่าวมาแล้ว

แหล่งกำเนิดของสารประกอบของคาร์บอนในธรรมชาติ
          สารประกอบของคาร์บอนมีทั้งที่เกิดในธรรมชาติและที่สังเคราะห์ขึ้นมา แหล่งกำเนิดในธรรมชาติที่สำคัญได้แก่
*    ถ่านหิน   ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดจากซากพืชและสัตว์ที่ตาบทับถมกันตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เป็นชั้น ๆ จนกลายเป็นถ่านหิน ถ่านหินโดยทั่ว ๆ ไปจะมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบประมาณ 50 - 95%  ถ้าเผาถ่านหินให้ร้อนจัดในที่ไม่มีอากาศ ถ่านหินจะเกิดการสลายตัว พวกสารที่ระเหยได้ง่าย เช่น ก๊าซถ่านหินและน้ำมันดิบ (Coal tar) จะระเหยแยกออกไปเหลือสิ่งที่เรียกว่าถ่านโค๊ก (Coke) ซึ่งนำไปใช้กันมากในอุตสาหกรรม เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงและ ใช้เป็นตัวรีดิวซ์
*    ปิโตรเลียม  เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่ตายทับถมกันเช่นเดียวกับถ่านหิน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีทั้งส่วนที่เป็นของเหลวระเหยง่ายไปจนถึงของแข็งที่ระเหยยาก ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิง
*    ก๊าซธรรมชาติ  เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกับปิโตรเลียม และมักจะเกิดรวมกับปิโตรเลียม

การเขียนสูตรโครงสร้างในสารประกอบของคาร์บอน
          สูตรโครงสร้าง คือ สูตรที่นอกจากจะแสดงจำนวนอะตอมของธาตุที่เป็นองค์ประกอบของสารแล้ว ยังแสดงลักษณะการจัดเรียงอะตอมของธาตุต่าง ๆ ในโมเลกุล ซึ่งทำให้ทราบว่ามีธาตุใดบ้าง อย่างละกี่อะตอม แต่ละอะตอมยึดเหนี่ยวกับอะตอมอื่น ๆ อย่างไร  โดยทั่วไปสามารถเขียนสูตรโครงสร้างของสารประกอบคาร์บอนได้  4  วิธีตามความเหมาะสมดังนี้
          ก. สูตรโครงสร้างแบบเส้น (Extended structural formula)
           วิธีนี้เป็นการเขียนสูตรที่แสดงรายละเอียดของชนิดของพันธะและตำแหน่งที่อยู่ในโมเลกุลทั้งหมด เหมาะสำหรับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก หรือโมเลกุลที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  เช่น
          บิวทีน (C4H8) เขียนสูตรโครงสร้างแบบเส้นได้เป็น
          เอทานอล (C2H5OH) เขียนสูตรโครงสร้างแบบเส้นได้เป็น
          ข. สูตรโครงสร้างแบบย่อ (Condensed structural formula)
             วิธีนี้เป็นการเขียนสัญลักษณ์ของ  C  ต่อเนื่องกันโดยไม่ต้องแสดงพันธะแบบเส้น  (ยกเว้นพันธะคู่และพันธะสาม) อะตอมของธาตุอื่น ๆ ที่เกิดพันธะกับ  C  อะตอมใด ให้เขียนไว้ติดกับ C อะตอมนั้นโดยไม่ต้องแสดงพันธะ และถ้าโครงสร้างมีลักษณะซ้ำ ๆ กัน ให้ใช้วงเล็บแทนการเขียนทั้งหมดได้
          เช่น     โพรเพน  (C3H8)  เขียนเป็น     CH3CH2CH3
                   บิวเทน  (C4H10)  เขียนเป็น     CH3CH2CH2CH3 หรือ  CH3(CH2)2CH3 
                   ออกเทน (C8H18)  เขียนเป็น    CH3CH2CH2CH2CH2CH2CH2CH3
        หรือ  CH3(CH2)6CH3
                   บิวทีน  (C4H8)  เขียนเป็น       CH2=CHCH2CH3
                   เอทานอล (C2H6O)  เขียนเป็น  CH3CH2OH

          ค. สูตรโครงสร้างแบบย่อบางส่วน (Partially extended structural formula)
          เป็นการเขียนสูตรโครงสร้างแบบย่ออีกประเภทหนึ่ง โดยผสมระหว่างแบบ ก.  และ ข. เพื่อต้องการเน้นบางอย่างให้เด่นชัดขึ้น การเขียนสูตรประเภทนี้มักจะแสดงพันธะระหว่าง C กับ C  สำหรับพันธะระหว่างC  กับอะตอมอื่น ๆ จะแสดงหรือไม่ก็ได้  เช่น
          บิวเทน  (C4H10)   เขียนเป็น  CH3 - CH2 - CH2 - CH3
          เอทานอล (C2H6O) เขียนเป็น  CH3 - CH2 - OH  หรือ  C2H5 - OH

          ง. Bond line convention
          เหมาะสำหรับโมเลกุลใหญ่ ๆ ที่มีจำนวนอะตอมของคาร์บอนมาก ๆ ในสูตรโครงสร้างแบบนี้ไม่ต้องแสดงอะตอมของ C  หรืออะตอมของ  H  ที่เกาะกับ  C  ให้ใช้เส้นตรงแทนโครงสร้างโดยตรง จุดตัดของเส้นตรงจะแสดงตำแหน่งของ C  จุดปลายของโครงสร้างถ้าไม่มีอะตอมอื่นเขียนไว้แสดงว่าเป็นอะตอม C  เช่น

          จะเห็นได้ว่าสูตรโครงสร้างแบบต่าง ๆ ที่แสดงให้ดูนั้น อยู่ในลักษณะ 2 มิติ ซึ่งความจริงการจัดเรียงอะตอมของธาตุจะเป็นลักษณะ 3 มิติ เนื่องจากทิศทางการเกิดพันธะของคาร์บอนบังคับไว้ ทำให้ไม่ได้ต่อกันอยู่ในแนวเส้นตรง
          พิจารณา ตัวอย่างการเขียนสูตรโครงสร้างแบบ  3  มิติต่อไปนี้

          ก. มีเทน (CH4)



          ข.  อีเทน (C2H4 หรือ CH2 = CH2)





          ค. อีไทน์หรืออเซทิลีน (C2H2 หรือ HCCH)





          ง. บิวเทน (C4H10)



หมู่ฟังก์ชัน (Functional Group)

          หมู่ฟังก์ชัน หมายถึง อะตอมหรือกลุ่มของอะตอมที่เข้าไปแทนที่ไฮโดรเจนอะตอมในสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น -OH,  -COOH,  -Cl  หมู่ฟังก์ชันเป็นส่วนสำคัญของโมเลกุลซึ่งจะแสดงสมบัติเฉพาะตัวของโมเลกุลหรือของสารประกอบคาร์บอนนั้น  และเป็นส่วนที่ทำให้สมบัติทางเคมีและทางกายภาพของสารแตกต่างกัน  เช่น สารอินทรีย์บางชนิดมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีหมู่ฟังก์ชันต่างกันก็ทำให้กลายเป็นสารต่างชนิดกัน การเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารอินทรีย์มักจะเกิดปฏิกิริยาตรงส่วนที่เป็นหมู่ฟังก์ชัน โดยที่หมู่ฟังก์ชันชนิดซึ่งมีอยู่เดิมจะสลายตัวไปหรือกลายเป็นหมู่ฟังก์ชันใหม่ ทำให้ได้สารประกอบชนิดใหม่ที่มีสมบัติต่าง ๆ แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นหมู่ฟังก์ชันจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของสารอินทรีย์
                   หมู่ฟังก์ชันที่สำคัญและควรจะรู้จักมีดังนี้



ตารางแสดง หมู่ฟังก์ชันบางชนิดและสารประกอบที่มีหมู่ฟังก์ชันเป็นองค์ประกอบ

ประเภท
หมู่ฟังก์ชัน
ตัวอย่างสารประกอบ

ชื่อหมู่ฟังก์ชัน
สูตรโครงสร้าง
สูตรทั่วไป

1. ไฮโดรคาร์บอน
    ก. อัลเคน
    ข. อัลคีน
    ค. อัลไคน์
    ง. อะโรมาติก

พันธะเดี่ยว
พันธะคู่
พันธะสาม
วงเบนซีน

C - C
C = C
CC

R-CH2 - CH2-R
R-CH = CH-R
RCCR

H3C - CH3 (อีเทน)
H2C = CH2 (เอทิลีน)
HCCH (อะเซทิลีน)
(เบนซีน)
2. เฮไลด์
เฮไลด์
-X ( X = Cl, Br , I, )
R’ - X
CH3 - Cl :เมทิลคลอไรด์
3. แอลกอฮอล์
ไฮดรอกซิล
-OH
R - OH
CH3 - CH2 - OH
เอทิลแอลกอฮอล์
4. อีเทอร์
ออกซิ
- O -
R’ - O - R’
CH3 -CH2- O -CH2-CH3
ไดเอทิลอีเทอร์
5. เอมีน
อะมิโน
- NH2
R’ - NH2
CH3 - NH2  เมทิลเอมีน
6. อัลดีไฮด์
คาร์บอกซาลดีไฮด์
ฟอร์มาลดีไฮด์
7. คีโตน
คาร์บอนิล
อะซิโตน
8. กรดอินทรีย์
คาร์บอกซิล
กรดเอซิติก
9. เอไมด์
เอไมด์
อะเซตาไมด์
10. เอสเทอร์
แอลคอกซีคาร์บอนิล(คาร์บอกซิเลต)
เมทิลแอซิเตต
11. ไนไตรต์
(ไซยาไนด์)
ไซยาไนด์
- CN
R - CN
CH3-CN (อะซิโตไนไตรต์)
( หมายเหตุ   R =  H  หรือ CnH2n+1  และ  R’ = CnH2n+1    เมื่อ  n = 1, 2, 3, …)

การจำแนกประเภทของสารอินทรีย์
          ในปัจจุบันมีสารอินทรีย์ที่พบแล้วมากกว่า  2  ล้านชนิด โดยทั่ว ๆ ไปแต่ละชนิดจะมีสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน บางชนิดแตกต่างกันในแง่ของสมบัติทางกายภาพ หรือสมบัติทางเคมี บางชนิดแตกต่างกันทั้งสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางเคมี เพื่อความสะดวกแก่การศึกษาจึงได้นำสารอินทรีย์มาจำแนกเป็นหมวดหมู่   ซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธีตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น เช่น จำแนกเป็นหมวดหมู่โดยใช้หมู่ฟังก์ชันและใช้ลักษณะโครงสร้าง เป็นต้น
          การจำแนกประเภทของสารอินทรีย์โดยใช้หมู่ฟังก์ชันเป็นเกณฑ์จะได้ดังแผนภาพต่อไปนี้

          ไฮโดรคาร์บอน หมายถึง สารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจนเท่านั้น
          อะลิฟาติก (aliphatic)  หมายถึง สารอินทรีย์ที่คาร์บอนไม่ได้ต่อกันเป็นวงหรือ เรียกว่าต่อกันแบบโซ่เปิด อาจเป็นโซ่ตรง หรือโซ่กิ่ง และมีได้ทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่และพันธะสาม
          อะลิไซคลิก (alicyclic)  หมายถึงสารอินทรีย์ที่คาร์บอนต่อกันเป็นวง
          อะโรมาติก (aromatic) หมายถึงสารอินทรีย์ที่มีคาร์บอนต่อกันเป็นวงโดยมีวงแหวนเบนซีนเป็นโครงสร้างหลัก เช่น โทลูอีน
          อนุพันธ์ของไฮโดรคาร์บอน (derivative of hydrocarbon)  หมายถึง สารประกอบที่เกิดจากอะตอมหรือกลุ่มอะตอมของธาตุ เข้าไปแทนที่  H  ในสารประกอบไฮโดรคาร์บอน  ได้แก่
          แอลกอฮอล์ หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีหมู่  -OH เกิดจาก H  ในไฮโดรคาร์บอนถูกแทนที่ด้วย -OH  เช่น  CH3-OH
          ฟีนอล หมายถึง สารประกอบอะโรมาติกที่มีหมู่  -OH ต่ออยู่กับ  C  ในวงแหวนเบนซีน  เช่น  C6H5-OH 
          อีเทอร์  หมายถึงสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้าง  R - C - O - C - R  อาจเป็นสารอะลิฟาติกหรืออโรมาติกก็ได้  เช่น  CH3 - O - CH3
          แอดีไฮด์  หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีสูตรโครงสร้าง -CHO อยู่ในโมเลกุล   เช่น CH3-CHO ,      H-CHO  เป็นต้น
          กรดอินทรีย์  หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีหมู่ -COOH อยู่ในโมเลกุล เช่น H-COOH ,  CH3-COOH
          เอสเทอร์ หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีสูตรโครงสร้างเป็น  RCOOR’  เช่น  CH3COOCH3 , CH3COOC2H5  เป็นต้น
          เอมีน  หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีหมู่ -NH2 อยู่ในโมเลกุล เช่น  CH3 - NH2 , C2H5 - NH2
          เอไมด์  หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีหมู่  -CO.NH2 อยู่ในโมเลกุล เช่น  H - CONH2 , CH3-CONH2
          แฮไลด์ หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีเฮโลเจนอยู่ในโมเลกุล เช่น CH3-I , C2H5Cl
         
          การจำแนกสารอินทรีย์นอกจากจะใช้หมู่ฟังก์ชันเป็นเกณฑ์แล้ว ยังอาจใช้เกณฑ์อย่างอื่นได้ เช่น ใช้ลักษณะของโครงสร้างโมเลกุลเป็นเกณฑ์ดังนี้
          โฮโมไซคลิก (Homocyclic) หมายถึง สารอินทรีย์ที่คาร์บอนทั้งหมดหรือบางส่วนต่อกันแบบวงโดยที่มนวงมีแต่คาร์บอนเท่านั้น
          เฮเทอโรไซคลิก (Heterocyclic) หมายถึง สารอินทรีย์ที่คาร์บอนต่อกันแบบวง โดยมีอะตอมของธาตุอื่น เช่น O, N, S (เรียกว่า hetero atom)  อยู่ในวงด้วย  เช่น

การเรียกชื่อสารอินทรีย์
          การเรียกชื่อสารอินทรีย์ในสมัยแรก ๆ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน เนื่องจากมีสารที่พบไม่มากนักจึงมักจะเรียกชื่อตามที่นักเคมีคิดว่าเหมาะสม ซึ่งอาจจะเรียกชื่อตามสิ่งที่พบหรือตามสถานที่พบ ชื่อที่เรียกโดยไม่มีกฎเกณฑ์เหล่านี้ เรียกว่าชื่อสามัญ (common name)  ต่อมาเมื่อมีการค้นพบสารอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น การเรียกชื่อสามัญจึงเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากชื่อสามัญส่วนมากจะไม่มีส่วนสัมพันธ์กับชนิดของสารหรือไม่มีส่วนสัมพันธ์กับสูตรโครงสร้าง ทำให้ยากแก่การจดจำว่าสารดังกล่าวนั้นเป็นสารประเภทใด มีสูตรโครงสร้างเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสารที่มีสูตรโครงสร้างคล้าย ๆ กันหรือที่มีสูตรโครงสร้างซับซ้อนจะเรียกชื่อสามัญไม่ได้ นักเคมีจึงได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการเรียกชื่อขึ้นใหม่ให้เป็นระบบเดียวกันว่า ระบบ IUPAC (International Union of Pure and Applied Chemistry)  การเรียกชื่อในระบบ IUPAC นี้มีส่วนสัมพันธ์กับชนิดและสูตรโครงสร้างของสารจึงทำให้ง่ายแก่การจดจำ ซึ่งยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้
         
          ก. การเรียกชื่อระบบสามัญ
              ใช้เรียกชื่อสารอินทรีย์ที่โมเลกุลมีขนาดเล็ก ๆ และโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบง่ายๆ ดังที่กล่าวแล้วว่าการเรียกชื่อสามัญไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน นักเคมีมักจะตั้งชื่อสารที่พบใหม่ตามที่นักเคมีผู้นั้นเห็นว่าเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีส่วนสัมพันธ์กับสถานที่พบหรือแหล่งที่มาของสาร หรือมีส่วนสัมพันธ์กับสมบัติของสารนั้น แต่บางกรณีอาจจะตั้งชื่อสารโดยไม่มีส่วนสัมพันธ์กับสิ่งใด ๆเลยก็ได้
          ตัวอย่างชื่อสามัญของสารอินทรีย์
·     HCOOH เรียกว่า  formic acid (กรดฟอร์มิก หรือกรดมด) มาจากภาษาละตินคำว่า formica ซึ่งแปลว่ามด กรดฟอร์มิกสามารถเตรียมได้จากมด โดยนำมาบดรวมกับน้ำแล้วกลั่นแยกออกมา
·     morphine (มอร์ฟีน)  ซึ่งใช้เป็นยาแก้ปวดและยานอนหลับ เรียกชื่อตามเทพเจ้าแห่งการนอนหลับของกรีก คือ morpheus
ชื่อสามัญส่วนใหญ่จะใช้เรียกชื่อโมเลกุลที่มีจำนวนอะตอมของคาร์บอนน้อย ๆ (ส่วนมากไม่เกิน 5 อะตอม) ซึ่งยังไม่มีไอโซเมอร์หรือมีไอโซเมอร์จำนวนน้อยและมีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ซับซ้อน
· บางกรณีอาจจะต้องเติมคำนำหน้าบางอย่าง เช่น  n- , iso- , neo- , เพื่อบอกความแตกต่างของสูตรโครงสร้าง
                   n- มาจากคำว่า  normal ใช้นำหน้าชื่อสามัญของสารประกอบของคาร์บอน เพื่อแสดงว่าคาร์บอนอะตอมทั้งหมดของสารนั้นต่อกันเป็นสายยาว ไม่มีกิ่งก้านหรือสาขา  เช่น
                   CH3 - CH2 - CH2 - CH3    เรียกว่า   n - butane
                   CH3 - CH2 - CH2 - OH    เรียกว่า   n -propyl alcohol

 
                   iso-   ใช้นำหน้าชื่อสารประกอบของคาร์บอนที่มีโครงสร้างเป็น 
                   เช่น
 
                   
                   neo- ใช้นำหน้าชื่อสารประกอบของคาร์บอนที่มีโครงสร้างเป็น
                   เช่น
                             

ตารางแสดง ตัวอย่างชื่อสามัญของสารอินทรีย์บางชนิดที่ควรรู้จัก

สูตรโครงสร้าง           ชื่อสามัญ
สูตรโครงสร้าง           ชื่อสามัญ
CH2 = CH2                  ethylene
CH2 = CH - Cl             vinyl chloride
CH3 - CH2 - OH         ethyl alcohol
CHCl3                      chloroform
         toluene
benzoic acid
               furan
              thiophene
             pyridine

     isoperene
CH CH                     acetylene
CH2= CH-CH2-Cl           allyl chloride
           acetic acid
          acetone
           urea
CH3-CH2 - O -CH2-CH3   ethyl ether
crotonic acid
           anilline
            phenol
                    pyrrole
         naphthalein
      hydroquinone


การเรียกชื่อระบบ IUPAC
          เป็นการเรียกชื่อตามระบบสากล มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนจึงทำให้เรียกชื่อสารอินทรีย์ได้ทุกชนิด ทั้งที่เป็นโมเลกุลเล็กและโมเลกุลใหญ่ หรือที่มีโครงสร้างโมเลกุลแบบง่าย และที่ซับซ้อน ซึ่งระบบนี้จะทำให้ทราบชนิดและลักษณะโครงสร้างของสาร เพราะหลักเกณฑ์ในการเรียกชื่อสารมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างสาร
          การเรียกชื่อระบบ IUPAC เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1892 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยการประชุมร่วมกันของนักเคมีเพื่อวางกฎเกณฑ์การเรียกชื่อสารอินทรีย์ ในครั้งแรกเรียกระบบการเรียกชื่อนี้ว่าระบบเจนีวา ต่อมาสหพันธ์นักเคมีระหว่างประเทศ (International Union of Chemistry) ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เหมาะสมขึ้น ในปี ค.ศ. 1931 และเปลี่ยนชื่อเป็นระบบ IUC  และเมื่อมีการค้นพบสารใหม่เพิ่มมากขึ้นจึงได้ปรับปรุงการเรียกชื่อใหม่อีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1957 และเปลี่ยนชื่อเป็นระบบ IUPAC  ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
          หลักเกณฑ์การเรียกชื่อสารอินทรีย์ตามระบบ IUPAC   โดยทั่ว ๆ ไปมีหลักดังนี้
          ให้แบ่งการเรียกชื่อสารอินทรีย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ
                   ส่วนที่ 1  เป็นชื่อโครงสร้างหลัก (basic unit  หรือ parent name)
                   ส่วนที่ 2  เป็นคำลงท้าย (suffix)
                   ส่วนที่ 3  เป็นคำนำหน้า (prefix)
           
          prefix  +  basic unit (parent name)  + suffix

          1. ชื่อโครงสร้างหลัก  เป็นส่วนที่แสดงลักษณะโครงสร้างหลักของคาร์บอนที่ต่อกันเป็นสายตรงยาวที่สุด การเรียกชื่อโครงสร้างหลักจึงเรียกตามจำนวนอะตอมของคาร์บอนที่ต่อกันเป็นสายยาวที่สุด โดยกำหนดการเรียกชื่อดังนี้

ตารางแสดง  ชื่อโครงสร้างหลักของสารประกอบของคาร์บอน

จำนวน C ที่ต่อกันเป็นสายยาวที่สุด
โครงสร้างของ  C
ชื่อโครงสร้างหลัก
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
C
C-C
C-C-C
C-C-C-C
C-C-C-C-C
C-C-C-C-C-C
C-C-C-C-C-C-C
C-C-C-C-C-C-C-C
C-C-C-C-C-C-C-C-C
C-C-C-C-C-C-C-C-C-C
meth-
eth-
prop-
but-
pent-
hex-
hept-
oct-
non-
dec-
          2.คำลงท้าย เป็นส่วนที่เต็มท้ายชื่อโครงสร้างหลัก เพื่อแสดงว่าสารอินทรีย์นั้นเป็นสารประกอบประเภทใด เป็นสารประกอบประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัว คำลงท้ายจะบอกให้ทราบถึงชนิดของหมู่ฟังก์ชันในโมเลกุล

ตารางแสดง ชื่อคำลงท้ายของสารประกอบคาร์บอน

คำลงท้าย
หมู่ฟังก์ชัน
ประเภทของสาร
-ane

-ene

-yne
-ol
-one

-al


-oic acid

-ate


-oic amide

- CC -
- OH

alkane

alkene

alkyne
alcohol
ketone

aldehyde


carboxylic acid

ester


amide

          3. คำนำหน้า เป็นส่วนที่เติมหน้าชื่อของโครงสร้างหลัก เพื่อจะบอกให้ทราบว่าในโครงสร้างหลักมีหมู่ฟังก์ชัน อะตอมหรือกลุ่มอะตอมใดบ้างมาต่ออย่างละกี่หมู่และอยู่ที่ C ตำแหน่งใดในโครงสร้างหลัก การบอกตำแหน่งของส่วนที่มาต่อให้ใช้ตัวเลขน้อยที่สุด (ตัวเลขที่แสดงตำแหน่งของ C ในโครงสร้างหลัก)
          ตัวอย่างการนับตำแหน่งของคาร์บอนในโครงสร้างหลัก เมื่อมีกลุ่มอื่น ๆ มาต่อ
                   - ให้ตำแหน่งของ OH  อยู่ในตำแหน่งที่น้อยที่สุด
 
                              
                             ถูกต้อง                        ไม่ถูกต้อง
          ถ้าในโครงสร้างหลักมีพันธะคู่ (C = C) อยู่ด้วย จะต้องระบุตำแหน่งพันธะคู่หรือพันธะสามด้วยโดยกำหนดให้เป็นเลขน้อยที่สุดเพียงค่าเดียว เช่น
                  พันธะคู่อยู่ในตำแหน่งที่ 2 , 3 ให้บอกเลขเดียวที่มีค่าน้อย คือ 2

          ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุ่มอะตอมซ้ำ ๆ กันมาเกาะให้บอกจำนวนโดยใช้ภาษากรีก เช่น di = 2 กลุ่ม,  tri = 3 กลุ่ม,  tetra = 4 กลุ่ม, penta = 5 กลุ่ม 
          ถ้าในโครงสร้างหลักมีกลุ่มอะตอมหลายชนิดมาเกาะ ให้เรียกชื่อเรียงลำดับตามอักษรภาษาอังกฤษ
ตัวอย่าง
          2-methyl-    หมายถึง มี methyl group มาต่อที่ C ตำแหน่ง 2 ในโครงสร้างหลัก
          3-hydroxy-  หมายถึง มี  OH มาต่อที่ C ตำแหน่ง 3 ในโครงสร้างหลัก
          3-ethyl-2-methyl    หมายถึง มี ethyl มาต่อที่ C ตำแหน่ง 3  และ methyl group มาต่อที่ C
                                   ตำแหน่ง 2  ในโครงสร้างหลัก
โดยสรุป
          เมื่อต้องการเรียกชื่อสารอินทรีย์หรือวิเคราะห์โครงสร้างของสารอินทรีย์ ให้พิจารณาโครงสร้างหลักก่อน โดยเลือก C ที่ต่อกันเป็นสายตรงยาวที่สุดเป็นหลักแล้วจึงพิจารณาคำลงท้ายและคำนำหน้า ตามลำดับ
          รายละเอียดการเรียกชื่อสารอินทรีย์แต่ละประเภทจะกล่าวถึงอีกครั้ง เมื่อเรียนเกี่ยวกับเรื่องของสารประกอบนั้น ๆ

ปฏิกิริยาของสารอินทรีย์ที่สำคัญ
          ปฏิกิริยาของสารอินทรีย์สามารถแบ่งได้เป็น  3  ประเภทใหญ่ ๆ คือ
          1. ปฏิกิริยาการแทนที่ (Substitution reaction) หมายถึงปฏิกิริยาที่เกิดจากอะตอม H ในสารประกอบคาร์บอน ถูกแทนที่ด้วยอะตอมอื่น ๆ เช่น
          CH3 - CH2 - CH3  + Br2    CH3 -   CH2 - CH2 - Br   +  HBr
                   
          2. ปฏิกิริยาการเติมหรือปฏิกิริยาการรวมตัว (addition reaction)  หมายถึงปฏิกิริยาที่มีการเติมอะตอม หรือหมู่อะตอมเข้าไปในสารประกอบที่ไม่อิ่มตัว เช่น

                   CH2 = CH2 + H2     CH3 - CH3
                   
          3.ปฏิกิริยาการกำจัด (elimination reaction) หมายถึง ปฏิกิริยาที่มีการกำจัดอะตอมหรือกลุ่มอะตอมออกไปจากโมเลกุล ซึ่งมักจะมีกรดหรือเบสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น

ไอโซเมอริซึม (ISOMERISM)
          เนื่องจากธาตุคาร์บอนสามารถเกิดพันธะกับธาตุคาร์บอนด้วยกันเองได้โดยสามารถต่อกันเป็นทั้งสายยาวที่มีสาขา และนอกจากนี้ยังพบว่าสารอินทรีย์ที่มีจำนวนคาร์บอนเท่ากันยังสามารถเขียนโครงสร้างได้หลายแบบที่เรียกว่า ไอโซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สารอินทรีย์มีจำนวนมากมาย
          ไอโซเมอริซึม  หมายถึง ปรากฏการณ์ที่สารอนทรีย์มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน ซึ่งอาจจะเป็นสารประเภทเดียวหรือต่างชนิดกันก็ได้
          ไอโซเมอร์ (isomer) หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างแตกต่างกัน เช่น
          สารทั้งสองมีสูตรโมเลกุลเป็น C4H10  เหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน จึงจัดว่าเป็นไอโซเมอร์กัน
          เพื่อให้เห็นความแตกต่างของโครงสร้างไอโซเมอร์ชัดเจนขึ้น พิจารณาโครงสร้าง  3 มิติ ดังนี้











รูปแสดง โครงสร้างโมเลกุลของไอโซเมอร์ของบิวเทนในลักษณะ 3 มิติ

ประเภทของไอโซเมอร์
          ไอโซเมอร์อาจจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ Structural isomer  และ Stereoisomer
          ก. Structural isomer เป็นไอโซเมอร์ในแง่ของโครงสร้าง หมายถึง สารอินทรีย์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน แบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ดังนี้
          1.Skeleton isomer หมายถึง ไอโซเมอร์ที่มีการจัดเรียงโครงสร้างหลัก (Basic Unit) ของคาร์บอนอะตอมต่างกัน  เช่น

          สารทั้งสามชนิดมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่สูตรโครงสร้างต่างกันเนื่องจากการจัดเรียงตัวของธาตุ  C  ในโรงสร้างหลัก ดังนั้นจึงจัดเป็น Skeleton isomer
         
          2. Position isomer  หมายถึง ไอโซเมอร์ที่เกิดจากหมู่ฟังก์ชัน มาต่อกับอะตอมคาร์บอนของโครงสร้างหลักในตำแหน่งที่ต่างกัน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นไอโซเมอร์ที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน  มีหมู่ฟังก์ชันชนิดเดียวกัน แต่ตำแหน่งของหมู่ฟังก์ชันที่มาต่ออยู่กับ C แตกต่างกัน  เช่น

          สารทั้งสองชนิดเป็นแอลกอฮอล์เหมือนกัน ตัวแรกมีหมู่ -OH อยู่ที่คาร์บอนอะตอมที่ 1 แต่ตัวที่ 2 อยู่ที่อะตอมที่ 2 จึงทำให้สูตรโครงสร้างต่างกัน จัดเป็น Position isomer
          อีกตัวอย่างหนึ่งที่จัดว่าเป็น Position isomer ได้แก่

            3. functional isomer หมายถึง ไอโซเมอร์ที่มีหมู่ฟังก์ชันต่างกัน ไอโซเมอร์ประเภทนี้จะเป็นสารอินทรีย์ต่างชนิดกัน มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่สูตรโครงสร้างต่างกัน เช่น

          สารตัวแรกเป็นแอลกอฮอล์มีหมู่  -OH  สารตัวที่ 2 เป็นอีเทอร์มีหมู่  C - O - C  ซึ่งทั้งสารทั้งสองชนิดมีหมู่ฟังก์ชันต่างกัน มีโครงสร้างต่างกันและเป็นสารต่างชนิดกันด้วย แต่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน จึงจัดเป็นfunctional isomer
            ตัวอย่างอื่น ๆ ของ functional isomer ได้แก่

          ข. Stereoisomer  เป็นไอโซเมอร์ในแง่ของการจัดเรียงอะตอม จึงทำให้มีสูตรโครงสร้างที่ต่างกันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
                   1. geometrical isomer หรือ cis-trans isomer เป็นไอโซเมอร์ที่เกิดกับสารประกอบแอลคีนหรือสารอินทรีย์ที่คาร์บอนมีพันธะคู่ (C=C) อะตอมหรือกลุ่มอะตอมหรือหมู่ฟังก์ชันที่มาเกาะที่พันธะคู่จะเรียงตัวตามแบบเรขาคณิตที่ต่างกัน ไอโซเมอร์ประเภทนี้เมื่อเขียนสูตรโครงสร้างทั่วๆ ไปจะเหมือนกัน เช่น

          ทั้งสองชนิดมีสูตรโมเลกุลเหมือนกันคือ C4H8  ถ้าเขียนสูตรโครงสร้างทั่วๆ ไปจะเป็น          CH3-CH=CH-CH3  ซึ่งเหมือนกันทั้งสองชนิด แต่เมื่อแสดงรายละเอียดของตำแหน่งอะตอมที่มาต่อตรงพันธะคู่จะพบว่าแตกต่างกัน จึงจัดว่าเป็น geometrical isomer








cis-2-butene             trans-2-butene
รูปแสดง geometrical isomer ของ 2-butene ในลักษณะ 3 มิติ

หมายเหตุ  cis-  ใช้กับไอโซเมอร์ที่มีกลุ่มอะตอมเหมือนกันอยู่ด้านเดียวกันของระนาบ
              trans- ใช้กับไอโซเมอร์ที่กลุ่มอะตอมเหมือนกันอยู่ด้านตรงกันข้าม

          การที่ cis-2-butene   และ  trans-2-butene มีสูตรโครงสร้างเชิงเรขาคณิตไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีพันธะคู่ซึ่งไม่สามารถหมุนได้อย่างอิสระ
2
 
1
 
 
ถ้าหมุนคาร์บอนตัวที่ 1 ไปคาร์บอนตัวที่ 2 จะหมุนตามไปด้วยเท่ากัน ถ้าหมุนเพียงอะตอมเดียวจะทำให้พันธะแตกออกหรือสลายตัวได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะจัดลักษณะการเรียงอะตอมของสารทั้งสองให้เหมือนกัน หรือไม่สามารถนำมาซ้อนกันสนิทเป็นรูปเดียวกันได้ จึงจัดว่าเป็นไอโซเมอร์
          แต่ถ้าเป็นกรณีพันธะเดี่ยวถือว่าไม่ใช่ไอโซเมอร์  เช่น
          สารทั้งสามเป็นสารชนิดเดียวกัน ไม่ใช่ไอโซเมอร์ เนื่องจาก C ที่ยึดด้วยพันธะเดี่ยวสามารถที่จะหมุนได้รอบตัวเอง 3600  จึงสามารถปรับรูปร่างให้เหมือนกันเป็นสารตัวเดียวกันได้
          ตัวอย่างของ cis-trans isomer  อื่นๆ ได้แก่

            2. optical isomer  เป็นไอโซเมอร์ที่เกิดจากสารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติในการบิดระนาบของแสงโพราไรซ์ไม่เหมือนกัน อันเนื่องมาจากการมีสูตรโครงสร้างที่แตกต่างกัน




สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Compounds)
         
          สารประกอบไฮโดรคาร์บอน หมายถึงสารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเท่านั้น โมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอาจจะประกอบด้วยคาร์บอนอะตอมจำนวนน้อย เช่น มีเทน อีเทน และโพรเพน หรืออาจจะมีคาร์บอนอะตอมจำนวนมากและมีโครงสร้างซับซ้อน เช่น แคโรทีน (carotene) ซึ่งเป็นสารสีส้มอยู่ในมะละกอสุก

          CH4    มีเทน             C2H6    อีเทน            C3H8    โพรเพน

แคโรทีน (C40H56)
          ไฮโดรคาร์บอนเป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ชนิดไม่มีขั้ว มีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลวและก๊าซทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดโมเลกุล โมเลกุลเล็ก ๆ เช่น มีเทน  อีเทน จะเป็นก๊าซ แต่ถ้าโมเลกุลใหญ่ขึ้นจะเป็นของเหลวและของแข็งในที่สุด

          สารประกอบไฮโดรคาร์บอนถ้าแบ่งตามลักษณะของโครงสร้างโมเลกุลจะได้  3  ประเภท
          ก. อะลิฟาติก ไฮโดรคาร์บอน (aliphatic hydrocarbon) หมายถึงสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอนอะตอมต่อกันเป็นสายแบบโซ่เปิด (open chain) อาจจะต่อกันเป็นสายยาวไม่มีกิ่ง เรียกว่า โซ่ตรง(straight chain)  หรือต่อกันเป็นกิ่งกับคาร์บอนในสายยาวเรียกว่า โซ่กิ่ง (branch chain)
          อะลิฟาติก ไฮโดรคาร์บอนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามชนิดของพันธะเคมีคือ แอลเคน ซึ่งมีพันธะเดี่ยว แอลคีนซึ่งมีพันธะคู่ และแอลไคน์ซึ่งมีพันธะสาม  เช่น
         
          CH3 - CH3                CH2 = CH2                         CH CH
              อีเทน                      อีทีน                               อีไทน์
           (แอลเคน)                (แอลคีน)                           (แอลไคน์)

          ข. อะลิไซคลิก ไฮโดรคาร์บอน (alicyclic hydrocrabon) หรือไฮโดรคาร์บอนแบบวง หมายถึง ไฮโดรคาร์บอนที่คาร์บอนอะตอมต่อกันเป็นวงซึ่งอาจจะต่อกันเป็นวงดวยพันธะคาร์บอนทั้งหมด หรือด้วยคาร์บอนบางส่วนก็ได้แบ่งเป็น  3 ประเภท ได้แก่ ไซโคลแอลเคน ไซโคลแอลคีน และไซโคลแอลไคน์  เช่น
                       ไซโคลเพนเทน             ไซโคลเฮกซีน            ไซโคลเฮกไซน์
                      (ไซโคลแอลเคน)           (ไซโคลแอลคีน)          (ไซโคลแอลไคน์)

          ค. อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) หมายถึง ไฮโดรคาร์บอนที่มีวงแหวนเบนซีนเป็นโครงสร้างหลัก  เช่น
          นอกจากแบ่งไฮโดรคาร์บอนเป็น 3 ประเภทดังกล่าวแล้ว อาจแบ่งประเภทของไฮโดรคาร์บอนได้อีกลักษณะหนึ่ง โดยอาศัยชนิดของพันธะระหว่าง C - C ในโมเลกุลซึ่งจะทำให้แบ่งไฮโดรคาร์บอนได้เป็น  2 ประเภท คือ
          ก. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว (saturated hydrocarbon) หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่อะตอมคาร์บอนยึดเหนี่ยวกับอะตอมคาร์บอนอื่น ๆ ด้วยพันธะเดี่ยวทั้งหมด โมเลกุลพวกนี้จะมีไฮโดรคาร์บอนมาเกาะที่คาร์บอนมากที่สุดจึงเรียกว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ไม่สามารถที่จะรับไฮไดรคาร์บอนเพิ่มได้อีก ได้แก่  แอลเคน และไซโคลแอลเคน  เช่น

          ข. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว (unsaturated hydrocarbon) หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่โมเลกุลมีพันธะคู่ หรือพันธะสามระหว่างคาร์บอนกับคาร์บอนอย่างน้อย 1 แห่ง โมเลกุลเหล่านี้จะมีไฮโดรเจนมาเกาะที่คาร์บอนน้อยกว่ากรณีสารประกอบอิ่มตัว สามารถที่จะนำมาเติมไฮโดรเจนให้กลายเป็นสารประกอบอิ่มตัว ได้แก่ แอลคีน แอลไคน์ ไซโคลแอลไคน์ และอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เช่น
แหล่งกำเนิดของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
          ไฮโดรคาร์บอนมีทั้งส่วนที่เกิดในธรรมชาติ และส่วนที่สังเคราะห์ขึ้นมา ส่วนที่เกิดในธรรมชาติได้แก่ ในถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม โดยเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม เมื่อนำมากลั่นลำดับส่วนจะได้ไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดแยกออกเป็นช่วงๆ ตามจุดเดือด

การเขียนสูตรโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
          ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การเขียนสูตรโครงสร้างของสารอินทรีย์นั้นสามารถเขียนได้ทั้งแบบเส้น แบบย่อ หรือผสมกันทั้งสองแบบ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนก็เขียนสูตรโครงสร้างได้ในทำนองเดียวกัน

พิจารณาตัวอย่างได้จากตาราง
ชื่อสาร
สูตรโมเลกุล
สูตรโครงสร้าง


แบบเส้น
แบบย่อ
มีเทน
CH4
CH4
อีเทน
C2H6
CH3CH3
บิวเทน
C4H10
CH3CH2CH2CH3 หรือ
CH3(CH2)2CH3
อีทีน
C2H4
CH2=CH2
โพรพีน
C3H6
CH2=CHCH3
อีไทน์
C2H6
CHCH
ไซโคลเฮกซน
C6H12
หรือ 
ไซโคลเพนทีน
C5H8

การเกิดไอโซเมอร์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
          สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นสารโคเวเลนต์ที่เกิดจากคาร์บอนสร้างพันธะกับคาร์บอนด้วยกันเองอย่างต่อเนื่องทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่และพันธะสาม เมื่อมีคาร์บอนมากขึ้น ก็สามารถจัดโครงสร้างของโมเลกุลได้หลายแบบ ถ้าแต่ละแบบมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่สูตรโครงสร้างต่างกันก็เรียกว่า ไอโซเมอร์
          การเปลี่ยนโครงสร้างจากโซ่กิ่ง  การเปลี่ยนตำแหน่งพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนก็ทำให้เกิด โครงสร้างใหม่เพิ่มขึ้น  ซึ่งต่างก็เป็นไอโซเมอร์







สมบัติบางประการของไอโซเมอร์
          พิจารณาสมบัติบางประการของ CH3 - CH2 - CH2 - CH3 กับ (CH3)2CHCH3  ซึ่งเป็นไอโซเมอร์กัน มีสูตรโมเลกุลเป็น  C4H10  เหมือนกันดังนี้

ตารางที่ 10.7 สมบัติบางประการของสารที่มีสูตรโมเลกุลเป็น  C4H10

สูตรโครงสร้าง
จุดหลอมเหลว
 (0C)
 จุดเดือด
(0C)
ความหนาแน่นที่
20 0C (g/cm3)
CH3 - CH2 - CH2 - CH3
-138.4
-0.5
0.578
-159.6
-11.7
0.549

          จะเห็นได้ว่าไอโซเมอร์แต่ละชนิดมีสมบัติบางประการ เช่น มีจุดหลอมเหลว จุดเดือดและความหนาแน่นต่างกัน ดังนั้นต้องถือว่าเป็นสารต่างชนิดกัน การที่สารอินทรีย์เกิดไอโซเมอร์ได้ จึงทำให้มีสารประกอบของคาร์บอนจำนวนมาก
          ตัวอย่างเช่น C4H10 , C5H12 , และ  C6H14 มีจำนวนไอโซเมอร์เป็น 2 , 3 และ 5  ตามลำดับ

สมบัติของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
          สมบัติทั่วๆ ไปของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน อาจจะสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1. เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว มีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลวและก๊าซ
2. ไม่ละลายน้ำหรือละลายน้ำได้น้อยมาก เนื่องจากเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว นอกจากนี้ยังมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
3. ละลายได้ดีในตัวทำละลายที่ไม่มีขั้วโดยเฉพาะตัวทำละลายอินทรีย์เช่นเบนซีนและโทลูอีน
4. มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสารอื่น ๆ ที่มีมวลโมเลกุลใกล้เคียงกัน
เนื่องจากเป็นโมเลกุลไม่มีขั้วจึงมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเพียงชนิดเดียวคือ แรงแวนเดอร์วาลส์ ซึ่งเป็นแรงที่อ่อนมาก จึงทำให้จุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากแรงแวนเดอร์วาลส์แปรผันตามมวลโมเลกุล ดังนั้นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอนุกรมเดียวกันเมื่อคาร์บอนเพิ่มขึ้น (มวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น) จุดเดือดและจุดหลอมเหลวจึงเพิ่มขึ้น
5. ไม่นำไฟฟ้าในทุกสถานะ
6. เกิดปฏิกิริยาเผาไหม้ได้ง่าย จัดเป็นประเภทคายความร้อน ถ้าการเผาไหม้สมบูรณ์จะได้ CO2 และ H2O  โดยไม่มีเขม่า  แต่ถ้าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จะเกิดเขม่า
7. ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี พวกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวจะเกิดปฏิกิริยาแทนที่ พวกไม่อิ่มตัวจะเกิดปฏิกิริยาการเติม

การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
          สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นสารอินทรีย์ที่ติดไฟง่าย บางชนิดติดไฟแล้วให้เปลวไฟสว่างไม่มีควัน และไม่มีเขม่า บางชนิดก็ติดไฟแล้วให้เปลวไฟสว่างพร้อมกับมีควันหรือเขม่า พวกที่ติดไฟแล้วไม่มีเขม่าเรียกว่าเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ ได้ผลิตภัณฑ์เป็น CO2 และ H2O พวกนี้ได้แก่การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว เช่น แอลเคน และไซโคลแอลเคน สำหรับพวกที่ติดไฟแล้วเกิดเขม่าเรียกว่ามีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์นอกจากจะได้ CO2 และ H2O แล้วยังได้ CO  และ  C ด้วย พวกนี้ได้แก่การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัว เช่น แอลคีน ไซโคลอัลคีน แอลไคน์ และอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ยิ่งสารนั้นไม่อิ่มตัวมากเท่าใด จะยิ่งมีเขม่ามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นพวกไฮโดรคาร์บอนที่โมเลกุลมีพันธะคู่มีเขม่าน้อยกว่าพวกที่มีพันธะสามและพวกที่มีพวกสามจะน้อยกว่าพวกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
          ปริมาณของเขม่าเมื่อเผาไหม้     พันธะคู่ <  พันธะสาม  <  อะโรมาติก
          เช่นปริมาณเขม่าจากการเผา     CH2 = CH2   <  CH CH

          นอกจากจะพิจารณาการเกิดเขม่าขากชนิดของพันธะแล้ว ยังอาจจะพิจารณาได้จากอัตราส่วนของ C : H ในโมเลกุลได้อีกด้วย “สารที่มีอัตราส่วน C : H น้อย จะมีเขม่าน้อย สารที่มีอัตราส่วน C : H  มาก จะมีเขม่ามาก

          แอลเคน           =         เช่น   C6H14  มี     =  
          แอลคีน            =         เช่น   C6H14  มี     =  
          แอลไคน์มี         =         เช่น   C6H10  มี     =  

          อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เช่น เบนซีน (C6H6) มี  =  
          จะเห็นได้ว่าแอลเคนมี  C : H น้อย  เมื่อเผาไฟจะไม่เกิดเขม่า แต่อัลคีน แอลไคน์ และอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน มี C : H มาก เมื่อเผาไฟจึงเกิดเขม่า
          อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน มี C : H มากที่สุด เมื่อเผาไฟจะเกิดเขม่ามากที่สุด
          อย่างไรก็ตามการเผาไหม้ที่กล่าวถึงนี้หมายถึงการเผาไหม้ในภาวะปกติ ที่อุณหภูมิและความดันห้องหรือเผาในที่ ๆ มี O2 จำนวนจำกัด ซึ่งการเผาสารประกอบไม่อิ่มตัวจะเกิดเขม่าเนื่องจากการเผาไหม้เกิดไม่สมบูรณ์แต่ถ้านำสารไม่อิ่มตัวเหล่านี้ไปเผาในบริเวณที่มีปริมาณ O2 จำนวนมากเกินพอจะเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์และไม่มีเขม่า
          ในกรณีที่การเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ สามารถเขียนสมการทั่วๆ ไปได้ดังนี้
                   CxHy  +  ( x + )O2  ®  xCO2  +  H2O

                   CxHy  คือ ไฮโดรคาร์บอน  เช่น
          การเผาไหม้ของแอลเคน      
                   C5H12 + 8O2  ® 5CO2  + 6H2O
                   C5H16 + 11O2  ® 7CO2  + 8H2O
          การเผาไหม้ของแอลคีน
                   C4H8 + 6O2  ® 4CO2  + 4H2O
                   C6H12 + 9O2  ® 6CO2  + 6H2O
          การเผาไหม้ของแอลไคน์
                   C3H4 + 4O2  ® 3CO2  + 2H2O
                   C5H8 + 7O2  ® 5CO2  + 4H2O
          การเผาไหม้ของอะโรมาติก
                   C7H8 + 9O2  ® 7CO2  + 4H2O
                   C6H6 + 15/2O2  ® 6CO2  + 3H2O



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น